ชู'วาระแห่งชาติ'รับมือภัยพิบัติ นักวิชาการจี้ยกเครื่องเตือนภัย
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่นับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมนุษย์ เราเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งประเทศนั้นมีความน่าเป็นห่วงในเรื่องของภัยพิบัติน้ำท่วมและแผ่นดินไหว ที่ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากยังคงไม่มีองค์ความรู้ในการรับมือกับภัยพิบัติ และสามารถที่จะรับมือได้อย่างถูกต้อง
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนได้มีการตื่นตัวในเรื่องนี้มาระยะหนึ่ง และบางจากเองมีความสนใจเรื่องของการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติและมีการ ศึกษาและลงทุนในการป้องกันมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมองว่าภาคเอกชนมีศักยภาพที่จะผลักดันให้ความรู้กับสังคมในเรื่องนี้ โดยหากมีการสร้างเครือข่ายร่วมกัน ก็จะสามารถขยายผลในเรื่องนี้ได้ในวงกว้าง
อย่างไรก็ดีจำเป็นที่ รัฐบาลจะต้องเข้ามาผลักดัน โดยเห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทย จะหยิบยกเอาเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติขึ้นมา เป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในวงกว้าง
สมิทธจี้รัฐบาลใหม่ทำแผนรับมือภัยพิบัติ
นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องยกระดับการรับมือภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกและปัญหาภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมากขึ้น เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ซึ่งช่วงที่มีการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ เน้นแต่นโยบายเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก ทั้งที่ปัญหาเรื่องภัยพิบัติมีผลกระทบเป็นวงกว้าง
สิ่งที่ต้องเร่งทำแผนรับ มือ คือ ผลกระทบหากเกิดปัญหาเขื่อนแตกใน จ.กาญจนบุรี โดยเฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์และเจดีย์สามองค์ที่ยังมีพลังอยู่ หากเกิดแผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนสะแกงในพม่า ซึ่งจะกระทบต่อเขื่อนนี้ โดยข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยืนยันว่า หากเขื่อนศรีนครินทร์แตก จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมสูง 25 เมตร กระทบไป จ.ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม และผู้ที่จะเดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้
กฟผ.ยันเขื่อนศรีนครินทร์ปลอดภัย
นายวนิช แสงสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีความมั่นคงปลอดภัย โดยที่ผ่านมานายปริญญา พุทธาภิบาล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการสำรวจวิจัยตลอดมาและยืนยันว่า โอกาสที่รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ จะส่งผลกระทบมีน้อยมาก ที่สำคัญ กฟผ. ได้ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการวิจัยโอกาสการเกิดแผ่นดินไหวและรอยเลื่อนที่มีผลกระทบในจังหวัด กาญจนบุรี จึงขอให้มั่นใจว่าเขื่อนศรีนครินทร์มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย
นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มปริมาณฝนเพิ่มขึ้นโดยปริมาณน้ำฝนสะสมในช่วงปี 2553 อยู่ที่ 1,436 มิลลิเมตร ขณะที่ในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 1,400 มิลลิเมตร แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องการจัดการน้ำทั้งระบบ ดังนั้นจำเป็นที่แต่ละหน่วยงานต้องมีการทำงานร่วมกันและวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่การอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและสร้างฝายชะลอน้ำ, พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขึ้นใหม่ และใช้หลักบริหารจัดการในการควบคุมระบบส่งน้ำ
สร้างองค์ความรู้ลดการสูญเสีย
นายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพิบัติภัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดจากการแปรปรวนของสภาพภาวะอากาศ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จะเห็นว่าในอดีตระยะเวลาของการเกิดการ “เอลนีโญ” และ “ลานีญา” ซึ่ง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วม และแห้งแล้งนั้นเกิดขึ้นบ่อย และในบางปีเกิดเหตุการณ์เดียวขึ้นทั้งสองเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ และมีการให้องค์ความรู้ถูกต้อง ในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
นายเป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นที่จะเรียนรู้จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งในส่วนของประเทศไทยและโลก แล้วหามาตรการในการรับมือที่เหมาะสม จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่ดี จะช่วยลดความสูญเสียชีวิตของประชากรได้มาก เหตุการณ์สึนามิครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 15 นาที แต่ประชาชนเสียชีวิตไม่มากหากเทียบกับประเทศไทยที่ถูกคลื่นสึนามิ ครั้งนั้นมีประชาชนเสียชีวิตไปหลายพันคน
ชงปฏิรูประบบกู้ภัยพิบัติ
ดร.ทวิดา กมลเวชช คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอมุมมองในฐานะนักวิชาการว่า ภัยพิบัติเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยกระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ เนื่องจากมีคุณลักษณะบางอย่างที่ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างที่ไม่ควรจะ เป็น และสำคัญคือต้องเข้าใจคนในพื้นที่ มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และรู้ว่าสิ่งที่ชุมชนต้องการขณะเกิดภัยนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร
"ต้องยอมรับว่านโยบาย บูรณาการของไทยมีปัญหา ตรงที่ทุกหน่วยงานมีแผนงานในเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีระเบียบการทำงานที่เข้าใจตรงกันว่า ใครทำอะไร จึงทำให้นโยบายที่พูดว่าเป็นองค์รวมใช้ไม่ได้จริง" ดร.ทวิดากล่าว
ทุกวันนี้ยังไม่มีคนที่ทำ หน้าที่สื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงจำเป็นต้องบูรณาการให้มีกลไกของภาครัฐขึ้นมาดูแล ขณะที่ชุมชนต้องมีความเข้มแข็ง เปิดรับข้อมูล และเตรียมการป้องกันภัยอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท
"ชาวบ้านจำเป็นต้องปรับ พฤติกรรม เมื่อสถานการณ์ภัยพิบัติมาถึง แต่ละคนจะต้องรู้หน้าที่ว่าตนเองควรทำอะไร ภายใต้ภัยแต่ละชนิด หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมความปลอดภัยใหม่ ขณะสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน คือ ยังรอได้ ถ้าภัยที่มาไม่ร้ายแรงถึงกับชีวิต" ดร.ทวิดากล่าว
ชี้จุดด้อย "ขาดเอกภาพ ไร้ทิศทาง"
ดร.เชาวลิต ศิลปทอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ สทอภ.ได้มอบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมให้หน่วยงานที่ร้องขอ เช่น ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ กรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย ที่จะนำข้อมูลไปวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ประโยชน์ เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติในเชิงพื้นที่ การประเมินความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือได้ตรงเป้าหมาย การชดเชยค่าเสียหายภายหลังการเกิดอุบัติภัย ตลอดจนใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนป้องกันในอุบัติภัยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเครื่องมือทันสมัยและข้อมูลมากเพียงพอ แต่ยังไม่ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลางที่ทำงานเป็นเอกภาพ ข้อมูลที่มีอยู่จึงถูกใช้แบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจน อีกทั้งมีความจำเป็นที่จะต้องทำแผนที่ในระดับชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีความรู้และเข้าใจถึงสภาพพื้นที่และความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้น มากกว่ารอสัญญาณเตือนภัยเพียงอย่างเดียว
เตือนภัยแม่นยำแต่ชาวบ้านไม่เชื่อ
สอดคล้องกับมุมมองของ นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ที่ระบุว่า ประชาชนมีสิทธิด้านความปลอดภัยที่จะอยู่รอด รู้ข้อมูล รู้หน้าที่ เพื่อบรรเทาและป้องกันให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด ในส่วนของแพทยสภาได้พยายามจัดฝึกอบรมหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน ให้มีความรู้ด้านช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน
ด้านพลเรือตรี ถาวร เจริญดี ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ มีภารกิจแจ้งเตือนภัยในกรณีภัยพิบัติที่เกิดจากสึนามิ ดินถล่มและน้ำท่วม โดยมีนักวิชาการทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์รุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น รอยเลื่อนใต้ทะเลที่มีอิทธิพลต่อการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ริกเตอร์ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ประกอบกับข้อมูลจากทุ่นเตือนภัย สถานีวัดระดับน้ำ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งผลให้การเตือนภัยในปัจจุบันมีความน่าเชื่อถือ แต่ยังพบว่าผู้ที่ได้รับคำเตือนมีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ
ที่มา Falkman