ภัยพิบัติที่กำลังเกิดกับประเทศจีนนั้นเกิดจาก เกิดจากระบบทุนนิยมที่ไม่มีการกำหนดเพดานรายได้
การ ให้อิสรภาพและเสรีภาพอย่างถูกต้องตามกฎหมายแก่ผู้คนที่เป็นปลาใหญ่ของสังคม มีสิทธิเต็มที่ในการครอบครอง และใช้ทรัพยากรของโลกอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด นายทุนที่เป็นปลาใหญ่ของแต่ละประเทศ ต่างแย่งชิงกันครอบครองทรัพยากรของโลก ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่บันยะบันยัง เผาผลาญเชื้อเพลิง พยายามครอบครองทุกอย่างให้ได้มากที่สุด จับจองผืนดิน ผืนน้ำ ป่า เขา และใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างฟุ่มเฟื่อย เสมือนตัวเองมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่รุนแรงจะก่อเกิดตามมา ก่อให้เกิดการทำลายโลกครั้งยิ่ง ใหญ่ จากอุณหภูมิของโลกทีเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย กลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างผิดปกติในปลายทศวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุนนิยมเติบโตได้แพร่ขยายไปทั่วโลก
ก่อน ยุคทุนนิยมมนุษย์จะอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ และมีการทำลายธรรมชาติน้อยมาก โดยทั้งมนุษย์และธรรมชาติต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อคนไม่ทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็ไม่ทำลายคน ภัยพิบัติธรรมชาติในยุคก่อนทุนนิยมจะมีน้อยมาก สังเกตได้ง่ายที่สุดคือการใช้ชีวิตของคนจีน เมื่อหลายสิบปีที่แล้วถ้าเทียบกับปัจจุบัน คนจีนยุคใหม่ถูกระบบทุนนิยมบริโภคนิยมมอมเมา จึงทำให้ชีวิตของคนจีนเปลี่ยนแปลงชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกวันนี้ในเมืองใหญ่ของประเทศจีน หาผู้คนที่แต่งกายชุดดั่งเดิมสีเทาและใช้จักรยานเป็นพาหนะนั้นหาได้ยากมาก และมีการทำลายสิ่งแวดล้อมกันขนาดใหญ่และมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่ม เฟื่อย ไม่มีการบันยะบันยัง
ผู้คนล้วนแต่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสูง มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาล เป็นต้นเหตุสำคัญของสวาวะโลกร้อน
ประเทศ มหาอำนาจทุนนิยมทั้งหลายที่ยิ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจ และมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมเท่าใด ก็มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกของเราร้อนยิ่งขึ้นไปเท่า นั้น
แน่นอน ว่า....ในเมื่อประเทศที่เป็นมหาอำนาจสูงสุดทั้งในทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากวิถีทางเช่นนี้ ประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างจีน ซึ่งพยายามวิ่งไล่เบียด ไล่แซง หรือพยายามที่จะไม่ให้อเมริกาเข้ามาควบคุม บังคับตัวเอง ให้ต้องทำอะไรต่อมิอะไร อย่างที่อเมริกาต้องการอยู่ในทุกวันนี้ ...ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเร่งแสวงหาประโยชน์ แสวงหาอำนาจ ความมั่งคั่งไปบนเส้นทางสายนี้อย่างไม่บันยะบันยังตามไปด้วย
ประชากรนับเป็นพันๆ ล้านของจีน....ถูกทำให้กลายเป็นนักบริโภคที่สามารถกัดกินทรัพยากรต่างๆ ในโลกได้ยิ่งกว่า "ฝูงตั๊กแตน"
จำนวน มหึมาฝูงใดๆ เท่าที่เคยมีมาในโลกนี้...จากที่เคยถีบจักรยานไปไหน-มาไหน ในยุคที่ประเทศทั้งประเทศยังเป็น "สังคมนิยม" เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ทุกวันนี้...การปรับเปลี่ยนประเทศให้หันมาวิ่งไล่กวดประเทศอื่นๆ ไปตามเส้นทางทุนนิยม แค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง.....ได้ทำให้ชาวจีนแต่ละรายต่างก็ทิ้งรถจักรยาน หันมาดิ้นรนกระเสือกกระสน หาซื้อรถยนต์มาขับขี่ตกปีละไม่น้อยกว่า 4 ล้านคัน โดยเฉลี่ยในทุกๆ ปี...จนสามารถคาดเดาเป็นตัวเลขกลมๆ ออกมาได้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า......รถยนต์ที่วิ่งไป-มา ในประเทศจีน จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 120 ล้านคัน เป็นอย่างน้อย และในแต่ละวัน แต่ละนาที ก๊าซคาร์บอนฯ ที่ถูกปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์จำนวนนับเป็นร้อยๆ ล้านคัน...มันจะไปเพิ่มสัดส่วนปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ ให้แผ่กว้างกันไปอีกขนาดไหน?
นอก เหนือไปจากนั้น....ปริมาณการบริโภคสิ่งอื่นๆ ของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดไปจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
ใน แต่ละปีขณะนี้ก็แซงหน้าทั้งอเมริกาและยุโรปไปแล้วหลายช่วงตัว การบริโภคอาหาร น้ำมัน เหล็ก พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ ต่างเป็นไปอย่างระเบิดเถิดเทิงด้วยกันทั้งสิ้น และการหาสิ่งเหล่านี้มาสนองความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ที่มีประชากรนับพันล้าน.....ยิ่งทำให้ความจำเป็นที่จะต้องเผาผลาญทำลาย ธรรมชาติในจีน นับวันยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น....
การ เดินหน้าต่อไปบนวิถีทางทุนนิยมของจีน...ไม่เพียงแต่จะมีความสัมพันธ์โดยตรง กับความพยายามแข่งขันเบียดชิง ความเป็นมหาอำนาจกับสหรัฐอเมริกาแต่เพียงเท่านั้น แต่มันยังกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศระดับยักษ์ๆ ที่มีจำนวนประชากรนับเป็นพันๆ ล้านคนอีกเหมือนกัน อย่างเช่น "อินเดีย" ก็ ไม่อาจซุกมือซุกตีนเอาไว้ในหีบแห่งอารยธรรมอันเก่าแก่ โบร่ำโบราณ ที่มุ่งสอนให้ผู้คนเคารพธรรมชาติ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ตามแนวทางปรัชญาในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ หรือศาสนาเซน ฯลฯ อย่างที่เคยเป็นมาตลอดได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะ ถ้าหากอินเดียปล่อยให้จีน อันเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกัน และเคยผ่านการห้ำหัน แข่งขันกันมาโดยตลอด.....เติบโตในแนวนี้อีกต่อไปเรื่อยๆ ความกลัวว่า....วันใดวันหนึ่ง...อินเดียก็อาจจะต้อง "เสร็จจีน" เหมือน อย่างที่จีนก็กำลังกลัวๆ ว่าตัวเองอาจจะต้อง "เสร็จอเมริกา" นั้นเอง ที่ทำให้ "นักการเมือง" และ "นักธุรกิจ" ในอินเดียต้องโดดออกมาร่วมมือกันชักลากประเทศอินเดียทั้งประเทศให้มุ่งหน้า ไปสู่เส้นทางทุนนิยมแบบเต็มสูบ....เพื่อทำให้อินเดียเกิดความรุ่งโรจน์ และ "ความเจิดจรัส" (India shining)
ในทางเศรษฐกิจ ดังเช่น คำขวัญนโยบายของพรรค "ภารติยะ ชนตะ"
อันเป็นพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดียได้เคยประกาศเอาไว้เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วนั่นเอง..... แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Tonnui : วันนี้ เมื่อ 07:34 PM |