วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลักการเกิดแผ่นดินไหวตามทฤษฏี Electric Universe

หลักการเกิดแผ่นดินไหวตามทฤษฏี Electric Universe

Administration's picture
Submitted by Administration on Sun, 2011-06-26 01:52
จากผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ หลายท่านได้ค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่าง จุดดับบนดวงอาทิตย์ และ แผ่นดินไหวบนโลก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์แผ่นดินไหวได้  เรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กนอกโลกส่งผลกระทบต่อสภาพรอบๆโลก นั้นทางองค์กรอวกาศนาซ่า หรือ ยุโรปก็ออกมายอมรับถึงความสัมพันธ์นี้แล้ว แต่ยังไม่เข้าใจถึงกลไกที่ปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่จะนำมาอธิบายในบทความนี้
ดร Friedeman Freund อาจารย์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยรัฐ San Joe สหรัฐอเมริกาได้เขียนบทความในวารสาร Scientific Exploration, Vol. 17, No. 1, pp 37-71, 2003 เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีแผ่นดินไหว ชื่อ "Rock that cracle and sparkle and glow: strange pre-earthquake phenomena" ซึ่งในบทความนี้กล่าวถึงการนูนขึ้นของพี้นผิวโลก การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ในบ่อ ฝุ่นบริเวณพี้นผิว การปล่อยพลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ แสงแผ่นดินไหว บริเวณรอยต่อ หรือจากยอดภูเขา การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงหลายองศาในบริเวณกว้าง การเปลี่ยนแปลงของพลาสมาในชั้นบรรยากาศ Ionosphere และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของสัตว์ ซึ่งดูเหมือนจะยากที่อธิบายถึงสาเหตุเหล่านี้และเป็นที่โต้แย้งในวงกว้าง
ดร Freund พยายามอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งต้องมีกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ในเปลือกโลกถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสนาม แม่เหล็กไฟฟ้าได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่สามารถอธิบายได้ตามแนวทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ใน ปัจจุบัน จึงมีแนวโน้มที่จะละเลยปรากฏการณ์ดังกล่าว
Freund ได้พยายามตอบปัญหาเหล่านี้โดยการมองคุณสมบัติเปลือกโลกเหมือนการกึ่งตัวนำใน ลักษณะที่ถูกบีบอัด โดยยกตัวอย่างการแพร่ของประจุไฟฟ้าบวกจากหิน โดยปกติหินจะมีคุณสมบัติเป็นฉนวน แต่เมื่อถูกแรงอัดจะทำให้เกิดความต่างศักย์ประมาณ 1-2 Volt ที่พี้นผิว แต่สนามไฟฟ้าอาจสูงถึงหลายพันโวลต์ ต่อ เซนติเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ถ่ายเทประจุ (Corona discharge)  หรือเกิดปรากฏการณ์แสงแผ่นดินไหว ส่วนอุณหภูมิที่ผิดปกติจากอวกาศก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวอาจจะเกี่ยวข้องกับ รังสีอิฟราเรดที่เกิดจากการที่ประจุรวมตัวที่พี้นผิวของสารกึ่งตัวนำ และประจุไฟฟ้าบวกนี้อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้สัตว์มีการตื่นตัวในช่วงเวลานั้น
แต่ทฤษฏีนี้ก็ได้สร้างคำถามมากมายว่าทำไมประจุไฟฟ้าถึงขึ้นมาถึงผิวโลก ได้โดยที่ไม่ถูกดูดซับไปก่อน แต่ถึงกระนั้นแสงแผ่่นดินไหวก็ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งยังเป็นปัญหาที่อธิบายได้ยากอยู่ ถึงกระนั้นทฤษฏีนี้ก็ได้เปลียนมุมมองทางธรณีวิทยาให้ไกลขึ้นกว่าเดิม และนำมาซึ่งกระแสต่อต้าน ตามทีนักปราชญ์ชื่อ Arthur Schopenhauer ได้กล่าวไว้ว่า  ความจริงจะผ่านสามขั้นตอน ขั้นแรกจะถูกสบประมาท ล้อเลียน ขั้นที่สองจะถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ขั้นที่สามคือการยอมรับตามหลักฐานที่เป็นอยู่
ถ้าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่ Freund พยายามพิสูจน์ จะยากแค่ไหนที่นักธรณีวิทยาหรือนักดาราศาสตร์จะยอมรับว่าโลกเต็มไปด้วยประจุ ไฟฟ้าในจักรวาลไฟฟ้า?
การไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างจุดดับกับแผ่นดินไหวนั้น สามารถอธิบายได้จากปรากฏการณ์ถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดจุดดับ ส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศรอบนอกของโลก (Ionosphere) โดย Ionosphere มีลักษณะเป็นตัวนำไฟฟ่าของตัวเก็บประจุขนาดใหญ่ โดยมีโลกเป็นแผ่นตัวเก็บประจุอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ใน Ionosphere จะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลียนแปลงของประจุไฟฟ้าที่เปลือกโลก แต่โลกไม่เหมือนตัวเก็บประจุทั่วไปตรงที่โลกมีประจุกระจายอยู่ในหินใต้พี้ นผิว และถ้าหินเปลี่ยนเป็นสารกึ่งตัวนำเนื่องจากการถูกบีบอัดแล้ว ก็จะมีโอกาสการ Breakdown ของกระแสไฟฟ้าในหินนั้น เราคาดว่าปรากฏการณ์นี้เองเกิดขึ้นใต้ดินลงไป เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นบนดินในลักษณะของแสง  นอกจากนั้น ยังมีปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กเนื่องจากการเคลื่อนตัวของประจุไฟฟ้าระหว่าง เมฆและพี้นดิน  ในกรณีของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจจะเกียวข้องกับวงจรไฟฟ้าขนาดใหญ่จากใต้ดิน จนถึงชั้นบรรยากาศ Ionosphere ทำให้อธิบายได้ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่ Ionosphere จึงมีเหตุการณ์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวเกิดขึ้น  
ปริศนานี้เกียวกับที่มาของกระแสไฟฟ้าได้ไขออก โดยมีที่มาจากการที่โลกมีประจุไฟฟ้า และ เชื่อมโยงกับจุดดับ ผ่านทางการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ Ionosphere. ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในเชิงไฟฟ้าเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว ส่วนคลื่นแผ่นดินไหวตามพี้นผิวก็เปรียบเสมือนปรากฏการณ์ฟ้าฝ่าใต้ดิน พลังงานที่ปลดปล่อยออกมามีขนาดเท่าเทียมกับระเบิดนิวเคลียร์ โดยพลังงานเพียงส่วนน้อยมาจากการปลดปล่อยพลังงานในเชิงความเครียดของหิน และพลังงานส่วนใหญ่มาจากการปลดปล่อยพลังงานในโลกทางไฟฟ้า
ที่มาจาก http://www.holoscience.com/news.php?article=36uyr9nx
ส่วนเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Ionosphere จะเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่นั้น ส่วนใหญ่ต้องดูจากปฏิกริยาดวงอาทิตย์ บวกกับความแปรปรวนของอวกาศรอบๆโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับ Heliosphere และแปรตามวงโคจรของดาวเคราะห์ หรือ ดาวหาว ซึ่งสามารถอธิบายโดยทฤษฏี Electric Universe เช่นเดียวกัน และจะนำมาสรุปให้อ่านกันอีกทีครับ