กรมทรัพย์ฯ เตือน 8 เหนือ-อีสานระวังดินถล่ม

ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐออนไลน์. 1 สิงหาคม 2554, 14:30 น.
พายุนกเตนยังแผลงฤทธิ์ น้ำจากดอยสุเทพไหลบ่า เข้าท่วมเมืองเชียงใหม่ ส่วนเมืองหนองคายน้ำเริ่มลด แต่ยังไม่แห้ง 100% ด้านกรมทรัพย์ฯ เตือน 8 จังหวัดให้เฝ้าระวังดินถล่ม...
พายุนกเตนยังไม่สิ้นฤทธิ์หลังแผ่อิทธิพลทำให้เกิดฝนตกหนักและมีน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ใน จ.อุตรดิตถ์ฝนหยุดตกแล้ว แต่จากปริมาณน้ำฝนสะสมมาตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2554 ส่งผลให้น้ำในคลองแม่พร่อง เอ่อท่วมถนน บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ อ.ลับแลและ อ.เมือง ซึ่ง นางมาลัย แก้วคต อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 หมู่ 6 บ้านท้ายเตย อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า เหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน จะเกี่ยวข้าวได้แต่ถูกน้ำท่วมเสียก่อน และถ้าระดับน้ำยังไม่ลดภายใน 2-3 วัน ข้าวในนาคงเสียหา
ด้าน นายสุมิตร เกิดกล่ำ นายอำเภอลับแล กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ปลัดป้องกันลงพื้นที่สำรวจพื้นที่นาข้าวทั้ง 2 ตำบลว่ามีพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงไรแล้วให้รายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในขณะนี้ถ้าไม่มีฝนตกอีกคาดว่า ไม่เกิน 2 วัน ระดับน้ำจะลดลง
นายสุรชัย ธัชกวิน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า พายุนกเตนที่พาดผ่าน จ.อุตรดิตถ์ ก่อนให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งที่ อ.ทองแสนขัน ขณะนี้ นายโยธินศร์ สมุทรคีร์ ผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์ ได้นำถุงยังชีพไปแจกจ่ายประชาชนประสบภัยแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ อ.น้ำปาด ฟากท่า และ ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง ที่ประสบภัย ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดและคาดหมายของอุตุนิยมวิทยาพบว่า จะมีฝนตกอีก 2-3 วัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้อพยพสิ่งของขึ้นไปไว้ที่สูงพร้อมทั้งติดตามข่าวสารการเตือนภัย
วันเดียวกัน นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการ จ.พะเยา กล่าวถึงถึงสถานการณ์ฝนตกใน 9 อำเภอ ของจ.พะเยาว่า ฝนตกกระจายทั่วไป ทำให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร ไร่นา บ่อปลา และพืชสวน ซึ่งอยู่ตามที่ราบลุ่มถูกน้ำท่วมขังบางส่วน แต่หากมีฝนตกอีกอาจทำให้พื้นที่การเกษตรบริเวณราบลุ่มอาจถูกน้ำท่วมขังได้ สำหรับสภาพทั่วไปนั้น ยังมีฝนตกหนัก แต่น้ำที่ไหลท่วมได้ไหลผ่านลงตามแม่น้ำลำคลอง มีเพียง อ.ภูกามยาว ดอกคำใต้ และจุน บางพื้นที่มีนาข้าวถูกน้ำท่วม ขณะที่หน่วยงานเกี่ยวข้องได้เตรียมแผนสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด24 ชั่วโมง และขอแจ้งเตือนประชาชนบริเวณที่ราบลุ่มใกล้น้ำหรือ แม่น้ำระวังน้ำท่วมและเตรียมพร้อมยอพยพ
ส่วนพื้นที่ จ.เชียงใหม่ นายบำเพ็ญ บินไทยสงค์ นายอำเภอสันกำแพง พร้อมด้วย นายสุเทพ ปัญญาแก้ว นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.สันกำแพง และคณะ ได้ร่วมกันออกสำรวจสถานการณ์น้ำท่วม พบว่า มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ระดับน้ำตามแม่น้ำออนและแม่น้ำสายต่างๆ เริ่มล้นตลิ่ง และเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนใกล้ ลำน้ำต่างพากันขนของหนีน้ำ ขณะที่เขื่อนแม่ฝาแหนน้ำได้ล้นออกจากสปิงเวย์
สำหรับในพื้นที่เมืองเชียงใหม่นั้น มีรายงานว่า จากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 1 ส.ค. โดยยังไม่มีทีท่าจะหยุด ทำให้น้ำไหลบ่าลงดอยสุเทพเข้าท่วมตัวเมืองเชียงใหม่หลายจุด โดยเฉพาะถนนหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นย่านการค้า ขณะที่วิทยาลัยนาฎศิลป์ต้องสั่งปิดโรงเรียน ท่ามกลางการเร่งระดมใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ระบายน้ำออก แต่ไม่ค่อยเป็นผล ขณะที่แม่น้ำปิงเริ่มเพิ่มระดับสูงขึ้น
ในส่วนของพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด ระดับน้ำในตัว อ.ปายได้ ลดลงบ้างแล้ว แต่ยังทรงตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจความเสียหายของบ้านและรีสอร์ตใกล้แม่น้ำ ปายและดอยต่างๆ ได้ เนื่องจากถนนหลายสายยังถูกน้ำท่วม ท่ามกลางฝนที่ยังไม่ขาดสาย
ขณะที่เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ 1 ส.ค. นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร ได้แจ้งทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งอำเภอและท้องถิ่นติดแม่น้ำ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำยม ที่ไหลผ่าน อ.สามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนารางและโพทะเล และแม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่าน อ.เมือง ตะพานหินและบางมูลนาก ให้ระมัดระวังและเข้าช่วยเหลือประชาชนเนื่องจากระดับน้ำได้เอ่อล้นตลิ่งไหลท่วมพื้นที่การเกษตรแล้ว
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น หลังจากตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 1 ส.ค. เทศบาลเมืองหนองคายได้เร่งสูบน้ำ ซึ่งท่วมขังตัวเมืองลงแม่น้ำโขง ทำให้น้ำเริ่มลดลง แต่ยังคงท่วมบางจุด โดยเฉพาะบริเวณใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ และสถานที่ราชการ โดยระดับน้ำสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะเดียวกันพบว่า มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ 4 แห่ง คือ โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา โรงเรียนเทศบาล 4 ฉลองรัตน โรงเรียนฮั่วเคียวกงฮักและโรงเรียนอนุบาลนิจจานุเคราะห์ พร้อมประกาศหยุดเรียนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะเดียวกันพบว่า ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองหนองคายหลายร้อยหลังคาเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ 30 ครอบครัว ต้องอพยพไปอาศัยหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย เนื่องจากน้ำท่วมบ้านสูงกว่า 1 เมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ว่าราชการ จ.หนองคาย พร้อม นางพจนา ลิ้มสุวัฒน์ นายกเหล่ากาชาดจ.หนองคาย และนายอโณทัย ธรรมกุล นายอำเภอเมืองหนองคาย นำคณะนำถุงยังชีพขึ้นรถบรรไปแจกจ่ายให้กับประชาชนบริเวณซอยดอนดู่ และหมู่บ้านเทพปราณี ซึ่งน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร และมีรถยนต์หลายคันถูกน้ำท่วม
นายวิรัตน์ กล่าวว่า อิทธิพลของพายุนกเตนส่งผลกระทบกับ จ.หนองคายอย่างมาก ฝนตกหนักตั้งรับไม่ทัน ปริมาณน้ำฝนมาก และเมื่อได้ตรวจสอบพื้นที่แม้ว่าน้ำจะลดลง แต่การระบายน้ำลงท่อระบายน้ำเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากมีเศษขยะอุดตัน จนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา เพื่อให้สามารถระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม จากสภาพน้ำท่วม 2 วันในใจกลางเมืองหนองคาย ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุดรธานี พบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 1 ส.ค. ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ลดลงเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ ชัยชนะกุล รอง ผกก.ป.สภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เมื่อคืนผ่านมา มีอุบัติเหตุ นายทองล้วน โยธากุล อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 6 ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ซึ่งมีบ้านอยู่ติดลำห้วยโสม เกิดพลัดตกลงไปในลำห้วยขณะเดินไปปัสสาวะ โดยดินได้ยุบตัวไหลลงไปในน้ำ ที่กำลังไหลแรงจนไม่มีใครกล้าลงไปช่วย ล่าสุด ยังไม่รู้ชะตากรรม
ส่วนที่ จ.ชุมพร เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุพล จุลใส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาสัก และประธานชมรมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จ.ชุมพร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุพัดกระหน่ำในพื้นที่ อ.สวี จ.ชุมพร เพียง 5 นาที โดยแรงลมใกล้เคียงกับเมื่อครั้งเกิดพายุใต้ฝุ่นเกย์ แต่เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2554 เกิดเพียงระยะเวลาสั้นๆ จึงทำให้เกิดความเสียหายไม่มากหนัก โดยเฉพาะในหมู่ที่ 4, 11, 12 และหมู่ 15 ของ ต.นาสัก อ.สวี รวม 4 หมู่บ้าน ที่ได้รับความเสีย โดยสวนยางพาราถูกพายุพัดหักโค่นประมาณ 1 พันต้น บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 10 หลัง สวนทุเรียนที่กำลังออกผล และบางสวนกำลังจะเก็บถูกกระแสลมพัดหล่นหมด เบื้องต้น อบต.นาสัก ได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะรับเรื่องให้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนมาแจ้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อประสานขอความช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์พายุพัดกระหน่ำในครั้งนี้ นอกจาก พื้นที่ ต.นาสัก แล้วยังมีพื้นที่ ต.ทุ่งระยะ ที่ได้รับความเสียหนัก รวมทั้งหมด 3 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 2, 3 และหมู่ 4 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นยางพาราหักโค่นประมาณ 50 ไร่ ผลทุเรียนร่วงหล่น และต้นไม้หักทับบ้านเรือน ขณะนี้ ได้แจ้งให้จังหวัดทราบเรื่องแล้ว แต่การช่วยเหลือต้องประเมินจากความเป็นจริง

ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐออนไลน์. 1 สิงหาคม 2554, 14:30 น.
พายุนกเตนยังแผลงฤทธิ์ น้ำจากดอยสุเทพไหลบ่า เข้าท่วมเมืองเชียงใหม่ ส่วนเมืองหนองคายน้ำเริ่มลด แต่ยังไม่แห้ง 100% ด้านกรมทรัพย์ฯ เตือน 8 จังหวัดให้เฝ้าระวังดินถล่ม...
พายุนกเตนยังไม่สิ้นฤทธิ์หลังแผ่อิทธิพลทำให้เกิดฝนตกหนักและมีน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ใน จ.อุตรดิตถ์ฝนหยุดตกแล้ว แต่จากปริมาณน้ำฝนสะสมมาตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2554 ส่งผลให้น้ำในคลองแม่พร่อง เอ่อท่วมถนน บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ อ.ลับแลและ อ.เมือง ซึ่ง นางมาลัย แก้วคต อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 หมู่ 6 บ้านท้ายเตย อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า เหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน จะเกี่ยวข้าวได้แต่ถูกน้ำท่วมเสียก่อน และถ้าระดับน้ำยังไม่ลดภายใน 2-3 วัน ข้าวในนาคงเสียหา
ด้าน นายสุมิตร เกิดกล่ำ นายอำเภอลับแล กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ปลัดป้องกันลงพื้นที่สำรวจพื้นที่นาข้าวทั้ง 2 ตำบลว่ามีพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงไรแล้วให้รายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในขณะนี้ถ้าไม่มีฝนตกอีกคาดว่า ไม่เกิน 2 วัน ระดับน้ำจะลดลง
นายสุรชัย ธัชกวิน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า พายุนกเตนที่พาดผ่าน จ.อุตรดิตถ์ ก่อนให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งที่ อ.ทองแสนขัน ขณะนี้ นายโยธินศร์ สมุทรคีร์ ผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์ ได้นำถุงยังชีพไปแจกจ่ายประชาชนประสบภัยแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ อ.น้ำปาด ฟากท่า และ ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง ที่ประสบภัย ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดและคาดหมายของอุตุนิยมวิทยาพบว่า จะมีฝนตกอีก 2-3 วัน ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้อพยพสิ่งของขึ้นไปไว้ที่สูงพร้อมทั้งติดตามข่าวสารการเตือนภัย
วันเดียวกัน นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการ จ.พะเยา กล่าวถึงถึงสถานการณ์ฝนตกใน 9 อำเภอ ของจ.พะเยาว่า ฝนตกกระจายทั่วไป ทำให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร ไร่นา บ่อปลา และพืชสวน ซึ่งอยู่ตามที่ราบลุ่มถูกน้ำท่วมขังบางส่วน แต่หากมีฝนตกอีกอาจทำให้พื้นที่การเกษตรบริเวณราบลุ่มอาจถูกน้ำท่วมขังได้ สำหรับสภาพทั่วไปนั้น ยังมีฝนตกหนัก แต่น้ำที่ไหลท่วมได้ไหลผ่านลงตามแม่น้ำลำคลอง มีเพียง อ.ภูกามยาว ดอกคำใต้ และจุน บางพื้นที่มีนาข้าวถูกน้ำท่วม ขณะที่หน่วยงานเกี่ยวข้องได้เตรียมแผนสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด24 ชั่วโมง และขอแจ้งเตือนประชาชนบริเวณที่ราบลุ่มใกล้น้ำหรือ แม่น้ำระวังน้ำท่วมและเตรียมพร้อมยอพยพ
ส่วนพื้นที่ จ.เชียงใหม่ นายบำเพ็ญ บินไทยสงค์ นายอำเภอสันกำแพง พร้อมด้วย นายสุเทพ ปัญญาแก้ว นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.สันกำแพง และคณะ ได้ร่วมกันออกสำรวจสถานการณ์น้ำท่วม พบว่า มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ระดับน้ำตามแม่น้ำออนและแม่น้ำสายต่างๆ เริ่มล้นตลิ่ง และเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนใกล้ ลำน้ำต่างพากันขนของหนีน้ำ ขณะที่เขื่อนแม่ฝาแหนน้ำได้ล้นออกจากสปิงเวย์
สำหรับในพื้นที่เมืองเชียงใหม่นั้น มีรายงานว่า จากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 1 ส.ค. โดยยังไม่มีทีท่าจะหยุด ทำให้น้ำไหลบ่าลงดอยสุเทพเข้าท่วมตัวเมืองเชียงใหม่หลายจุด โดยเฉพาะถนนหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นย่านการค้า ขณะที่วิทยาลัยนาฎศิลป์ต้องสั่งปิดโรงเรียน ท่ามกลางการเร่งระดมใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ระบายน้ำออก แต่ไม่ค่อยเป็นผล ขณะที่แม่น้ำปิงเริ่มเพิ่มระดับสูงขึ้น
ในส่วนของพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด ระดับน้ำในตัว อ.ปายได้ ลดลงบ้างแล้ว แต่ยังทรงตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจความเสียหายของบ้านและรีสอร์ตใกล้แม่น้ำ ปายและดอยต่างๆ ได้ เนื่องจากถนนหลายสายยังถูกน้ำท่วม ท่ามกลางฝนที่ยังไม่ขาดสาย
ขณะที่เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ 1 ส.ค. นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผู้ว่าราชการ จ.พิจิตร ได้แจ้งทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งอำเภอและท้องถิ่นติดแม่น้ำ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำยม ที่ไหลผ่าน อ.สามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนารางและโพทะเล และแม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่าน อ.เมือง ตะพานหินและบางมูลนาก ให้ระมัดระวังและเข้าช่วยเหลือประชาชนเนื่องจากระดับน้ำได้เอ่อล้นตลิ่งไหลท่วมพื้นที่การเกษตรแล้ว
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น หลังจากตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 1 ส.ค. เทศบาลเมืองหนองคายได้เร่งสูบน้ำ ซึ่งท่วมขังตัวเมืองลงแม่น้ำโขง ทำให้น้ำเริ่มลดลง แต่ยังคงท่วมบางจุด โดยเฉพาะบริเวณใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ และสถานที่ราชการ โดยระดับน้ำสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะเดียวกันพบว่า มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ 4 แห่ง คือ โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา โรงเรียนเทศบาล 4 ฉลองรัตน โรงเรียนฮั่วเคียวกงฮักและโรงเรียนอนุบาลนิจจานุเคราะห์ พร้อมประกาศหยุดเรียนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะเดียวกันพบว่า ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองหนองคายหลายร้อยหลังคาเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ 30 ครอบครัว ต้องอพยพไปอาศัยหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย เนื่องจากน้ำท่วมบ้านสูงกว่า 1 เมตร อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ว่าราชการ จ.หนองคาย พร้อม นางพจนา ลิ้มสุวัฒน์ นายกเหล่ากาชาดจ.หนองคาย และนายอโณทัย ธรรมกุล นายอำเภอเมืองหนองคาย นำคณะนำถุงยังชีพขึ้นรถบรรไปแจกจ่ายให้กับประชาชนบริเวณซอยดอนดู่ และหมู่บ้านเทพปราณี ซึ่งน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร และมีรถยนต์หลายคันถูกน้ำท่วม
นายวิรัตน์ กล่าวว่า อิทธิพลของพายุนกเตนส่งผลกระทบกับ จ.หนองคายอย่างมาก ฝนตกหนักตั้งรับไม่ทัน ปริมาณน้ำฝนมาก และเมื่อได้ตรวจสอบพื้นที่แม้ว่าน้ำจะลดลง แต่การระบายน้ำลงท่อระบายน้ำเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากมีเศษขยะอุดตัน จนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา เพื่อให้สามารถระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม จากสภาพน้ำท่วม 2 วันในใจกลางเมืองหนองคาย ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุดรธานี พบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 1 ส.ค. ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ลดลงเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ ชัยชนะกุล รอง ผกก.ป.สภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เมื่อคืนผ่านมา มีอุบัติเหตุ นายทองล้วน โยธากุล อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 6 ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ซึ่งมีบ้านอยู่ติดลำห้วยโสม เกิดพลัดตกลงไปในลำห้วยขณะเดินไปปัสสาวะ โดยดินได้ยุบตัวไหลลงไปในน้ำ ที่กำลังไหลแรงจนไม่มีใครกล้าลงไปช่วย ล่าสุด ยังไม่รู้ชะตากรรม
ส่วนที่ จ.ชุมพร เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุพล จุลใส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาสัก และประธานชมรมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จ.ชุมพร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุพัดกระหน่ำในพื้นที่ อ.สวี จ.ชุมพร เพียง 5 นาที โดยแรงลมใกล้เคียงกับเมื่อครั้งเกิดพายุใต้ฝุ่นเกย์ แต่เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2554 เกิดเพียงระยะเวลาสั้นๆ จึงทำให้เกิดความเสียหายไม่มากหนัก โดยเฉพาะในหมู่ที่ 4, 11, 12 และหมู่ 15 ของ ต.นาสัก อ.สวี รวม 4 หมู่บ้าน ที่ได้รับความเสีย โดยสวนยางพาราถูกพายุพัดหักโค่นประมาณ 1 พันต้น บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 10 หลัง สวนทุเรียนที่กำลังออกผล และบางสวนกำลังจะเก็บถูกกระแสลมพัดหล่นหมด เบื้องต้น อบต.นาสัก ได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะรับเรื่องให้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนมาแจ้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อประสานขอความช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์พายุพัดกระหน่ำในครั้งนี้ นอกจาก พื้นที่ ต.นาสัก แล้วยังมีพื้นที่ ต.ทุ่งระยะ ที่ได้รับความเสียหนัก รวมทั้งหมด 3 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 2, 3 และหมู่ 4 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นยางพาราหักโค่นประมาณ 50 ไร่ ผลทุเรียนร่วงหล่น และต้นไม้หักทับบ้านเรือน ขณะนี้ ได้แจ้งให้จังหวัดทราบเรื่องแล้ว แต่การช่วยเหลือต้องประเมินจากความเป็นจริง
ที่มา joyguang1
ล่าสุด นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณีในพื้นที่ จ.เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นนกเตนเคลื่อนตัวเข้าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตกของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้างและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ทำให้ดินบนภูเขาชุ่มน้ำอาจถล่มลงมาได้
พร้อมกันนี้ ให้อาสาสมัครเครือข่ายฯ ของกรมทรัพยากรธรณี เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก และวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุให้แจ้งเตือนและเปิดไซเรนแจ้งสถานการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รับทราบ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังที่ได้มีการอบรมไว้แล้ว
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณที่มากที่สุด อยู่ที่ศูนย์ไฟป่า อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ วัดน้ำฝนได้ 220 มิลลิเมตร บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ วัดน้ำฝนสะสมได้ 160 มิลลิเมตร บ้านสันติ ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย วัดน้ำฝนได้ 150 มิลลิเมตร วัดป่าแสวงธรรม ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก วัดน้ำฝนได้ 145 มิลลิเมตร บ้านนาทะนุง ต.นาทะนุง อ.นาหมื่น จ.น่าน วัดน้ำฝนได้ 140 มิลลิเมตร
ล่าสุด นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่มของกรมทรัพยากรธรณีในพื้นที่ จ.เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นนกเตนเคลื่อนตัวเข้าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตกของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้างและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ทำให้ดินบนภูเขาชุ่มน้ำอาจถล่มลงมาได้
พร้อมกันนี้ ให้อาสาสมัครเครือข่ายฯ ของกรมทรัพยากรธรณี เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก และวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุให้แจ้งเตือนและเปิดไซเรนแจ้งสถานการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รับทราบ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังที่ได้มีการอบรมไว้แล้ว
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณที่มากที่สุด อยู่ที่ศูนย์ไฟป่า อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ วัดน้ำฝนได้ 220 มิลลิเมตร บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ วัดน้ำฝนสะสมได้ 160 มิลลิเมตร บ้านสันติ ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย วัดน้ำฝนได้ 150 มิลลิเมตร วัดป่าแสวงธรรม ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก วัดน้ำฝนได้ 145 มิลลิเมตร บ้านนาทะนุง ต.นาทะนุง อ.นาหมื่น จ.น่าน วัดน้ำฝนได้ 140 มิลลิเมตร