วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คว้าลูก 1 เดือน..หนีน้ำ บ้านจม หมดตัว นอนข้างถนน

Posted by Sp-Report , ผู้อ่าน : 155 , 19:23:51 น.  
หมวด : ตำรวจ-อาชญกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          ภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเกิดจากน้ำท่วมใหญ่กำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักหนาสาหัสให้แก่คนไทยในหลายจังหวัด ผู้คนนับล้านชีวิตต้องเดือดร้อนไร้ที่อยู่อาศัย บางรายเสียชีวิต บางรายทรัพย์สินมลายหายไปกับกระแสน้ำแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องอดอยากหิวโหย
         ไม่เว้นแม้กระทั่งหนูน้อยวัยแบเบาะที่ไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน..."น้องนน" หนูน้อยวัย 1 เดือน ยังนอนแบเบาะ พร้อมกับพี่สาววัย 3 ขวบ และพี่ชายวัยขวบเศษต้องระเห็จจากที่นอนอันแสนอบอุ่น มานอนตากแดดตากลม สลับกับฝน บนศาลาที่พักริมถนนสายเอเชีย ช่วงรอยต่อระหว่าง อ.บางปะอิน กับ อ.พระนครศรีอยุธยา มานานร่วม 5 วัน หลังจากน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านพักจนแทบมิดหลังคา

          "อรอุมา นาคเผือก" มารดาของหนูน้อยทั้ง 3 คน บอกกับ "คม ชัด ลึก" ด้วยน้ำตานองหน้าว่า สงสารลูกจับใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตจะตกอับจนต้องหอบลูกมานอนข้างถนน ต้องตากแดดตากลมสลับกับฝน โชคดีที่ยังมีศาลาที่พักริมทางให้เป็นที่พักพิง ไม่เช่นนั้นคงจะทุลักทุเลกว่านี้
           "เพียงชั่วโมงเดียวน้ำก็แทบมิดหลังคาแล้ว ทำอะไรไม่ทัน คว้าน้องนน ที่กำลังหลับหลังจากดื่มนมออกมาได้อย่างเดียว ส่วนลูกอีก 2 คน สามีนำออกมา ทรัพย์สินภายในบ้านหายไปกับกระแสน้ำแทบหมด และหลังน้ำลดไม่รู้ว่าบ้านจะพังเสียหายไปมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้สงสารลูกมากเพราะต้องมานอนตากแดดตากลมริมถนน โดยเฉพาะเวลาฝนตกจะยิ่งลำบากกันไปใหญ่ อาหารและน้ำก็ไม่มี เด็กๆ หิวกันมาก" อรอุมาบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

          คุณแม่ลูกสาม เหยื่อน้ำท่วม บอกด้วยว่า ตนพร้อมสามีช่วยกันทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน ซื้อหาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกๆ เพราะไม่อยากเห็นลูกลำบาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหลืออะไรแล้ว มลายหายไปกับกระแสน้ำแทบทั้งหมด ที่เหลือก็คงเสียหายจนใช้การไม่ได้ ทุกครั้งที่หันไปมองบ้านซึ่งจมอยู่ใต้น้ำแทบมิดหลังคา หัวใจแทบสลาย รู้สึกเครียดและไม่รู้ว่าหลังน้ำลดจะทำอย่างไรกับชีวิตดี
           "ตอนนี้ภาวนาให้น้ำลดกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะสงสารลูกที่ต้องมานอนตากแดดตากลมอยู่ข้างถนนอย่างนี้ กลางวันร้อนมาก พอตกกลางคืนก็หนาว หากยังอยู่สภาพนี้ต่อไปเกรงว่าลูกคนเล็กอาจจะล้มป่วยหรือโชคร้ายไปมากกว่านั้น อีกทั้งอาหารก็แทบไม่มีเหลือ หน่วยงานของรัฐหรือผู้นำท้องถิ่นไม่มีใครมาช่วยเหลือ ส่วนหน่วยงานเอกชนหรือประชาชนทั่วไปที่เข้ามาช่วยก็มักจะผ่านไปหมด เพราะเขาคงคิดว่าเราไม่เดือดร้อนเท่าผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในเกาะเมืองอยุธยา" อรอุมาบอกด้วยน้ำเสียงปนความน้อยเนื้อต่ำใจ

            ขณะที่ ปัณทวัฒน์ อาจหาญ สามีของอรอุมา ที่อยู่ดูแลภรรยาและลูกๆ ไม่ห่างกาย บอกว่า ตั้งแต่ เล็กจนโตอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยามาโดยตลอด  ไม่เคยพบเคยเห็นน้ำท่วมครั้งไหนจะรุนแรงเท่าครั้งนี้ เคยคิดว่าเมื่อปี 2538 น้ำท่วมมากที่สุดแล้ว ระดับน้ำท่วมบ้านไม่เกิน 30 เซนติเมตร แต่ในครั้งนี้น้ำท่วมจนแทบมิดหลังคาบ้าน ทั้งทุ่งเต็มไปด้วยมวลน้ำจำนวนมหาศาล อพยพหนีน้ำกันแทบไม่ทัน" ปัณทวัฒน์บอก
             คุณพ่อลูกสามวัยกลางคน ซึ่งกำลังทุกข์ร้อนจากน้ำท่วมบ้าน บอกว่า ต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกนอกพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาให้ได้โดยเร็ว และต้องการให้จังหวัดปลายน้ำเสียสละโดยการเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายออกสู่ทะเลได้โดยเร็ว น้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดที่มีน้ำท่วมขังอยู่ในเวลานี้จะได้ลดระดับลงไปบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปมากกว่านี้ 
             "ผมสงสารลูกหิวกันมาก ต้องอดมื้อกินมื้อ กลัวพวกเขาจะทนไม่ไหว และที่สำคัญคือเครียด เพราะผมแทบไม่เหลือทรัพย์สินอะไรติดตัวเลย พูดง่ายๆ คือแทบสิ้นเนื้อประดาตัว หนี้สินก็มีอยู่มาก หลังน้ำลดไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด" ปัณทวัฒน์กล่าว
              จนถึงขณะนี้ครอบครัวของ "อรอุมา นาคเผือก" ยังคงปักหลักหลบภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่อยู่ภายในศาลาริมถนนเอเชียฝั่งขาขึ้นภาคเหนือ ซึ่งกำลังขาดแคลนน้ำดื่ม อาหาร รวมถึงนมสำหรับเด็กวัยเดือนเศษอย่างมาก ทั้งที่ศาลาริมถนนดังกล่าวห่างจากศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งขึ้นประมาณ 5 กิโลเมตร