ของพวกเราขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในแต่ละวัน มันจึงมีกระแสแห่งโอกาส ที่จะเพิ่ม หรือ ลดระดับความถี่ของการสั่นสะเทือนของเราเอง เข้ามาหาตลอด
ทางที่เราเลือกจะไปกระทบต่อทุกสรรพสิ่ง คุณยังพอจะจำได้ไหมว่า คุณเป็นส่วนหนึ่ง
ของระบบการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างตัวคุณกับกาแล็กซี่อย่างไร
เพราะว่าความท้าทาย ของการล่องไปบนเส้นทางของการเปลี่ยนระดับนี้ มันสามารถผลักให้เราจนตรอกได้เลยทีเดียว
เพราะฉะนั้น บางครั้ง เราจึงต้องการความช่วยเหลือ แต่ปัญหาก็คือว่า เราลืมไปว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือได้
และบางครั้ง เราก็เครียดมากเกินไป จนทำให้ลืมขอความช่วยเหลือไป
ด้วยเหตุนี้ ข่าวดีก็คือ มนุษย์ทุกคน ได้รับมอบ “เทพผู้พิทักษ์” (Guardian Angels)
มาให้จำนวนคนละ 2 องค์ ตั้งแต่ก่อนที่จะมาถือกำเนิดแล้ว
และจากงานวิจัยของนายรัซเซล บอลดิ้ง (Russell Boulding) เปิดเผยว่า
ตอนนี้ พวกเราทุกคน สามารถร้องขอเทพผู้พิทักษ์เพิ่มขึ้น ได้อีก 4 องค์
เพื่อช่วยให้เราพร้อมสำหรับการเปลี่ยนระดับในครั้งนี้
ถ้าคุณตัดสินใจที่จะทำอย่างนั้น เพียงแค่คุณอยู่ในความสงบ แล้วตั้งสมาธิให้แน่วแน่
แล้วร้องขอเทพผู้พิทักษ์เพิ่มอีก คุณไม่จำเป็นต้องร้องขอเทพผู้พิทักษ์เพิ่มถึง 4 องค์ในคราวเดียว และเมื่อคุณได้ร้องขอเสร็จเรียบร้อยแล้ว จงนั่งลง แล้วเขียนรายการที่คุณต้องการให้พวกเขาช่วยเหลือ แล้วให้พวกเขาทำ
แล้วยังมีอะไรอื่นอีกไหม๊ ที่คุณสามารถเตรียมการไว้ก่อนได้ สำหรับการเลื่อนระดับขึ้นในครั้งนี้ ?
เท่าที่ฉันบอกได้ก็คือ ทั้งร่างกายของคุณ และจิตสำนึกของพวกเรา ตอนนี้กำลังมีการเปลี่ยนรูปแบบ (Transform) เกิดขึ้นอยู่แล้ว
ทั้งจิตสำนึกและสสาร ต่างก็เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงานด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อพวกเราใช้จิตของเราในการคิด
มันจะไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของแรงกระตุ้นทางไฟฟ้า หรือกระแสประสาทในสมองขึ้น
เมื่อพลังงานไฟฟ้ามีการเคลื่อนไหว มันก็จะไปทำให้พลังงานแอเทอริก
(Aetheric energy – หรือบางทีเขาก้ใช้คำว่า etheric energy ซึ่งน่าจะเป็นอันเดียวกับ หรือคล้ายๆกับ สิ่งที่พระอาจารย์รัตน์ท่านเรียกว่า “มโนธาตุ” หรือ "ปราณ" กันแน่ก็ไม่รู้นะครับ
เพราะผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะเห็นเขามีการทดลองบรรจุลงในน้ำดืม เพื่อช่วยให้มีสุขภาพกาย
และจิตดีขึ้นคล้ายๆกัน ดังนั้น ตอนนี้ ผมขอใช้คำว่า “มโนธาตุ” ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ – Chayutt)
หรือมโนธาตุ เกิดการตกตะกอน แล้วก่อให้เกิดสสารในมิติทางกายภาพขึ้นมา
และสิ่งเดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นกับร่างกายของเราด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เรามีทัศนคติต่อร่างกายเนื้อของเราอย่างไร มันก็จะไปสร้างสิ่งที่เรามองเห็น และเชื่อตามอย่างนั้นด้วย
(เดี่ยวเราค่อยมาลงในรายละเอียดกันทีหลังนะครับ – Chayutt)
เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องมีสติสัมปชัญญะ ในทุกๆสิ่งที่เราคิด และรู้สึก
และหากว่าถูกครอบงำอย่างหนัก โดยพลังงานด้านลบที่อยู่รอบๆตัวเรามาโดยตลอดแล้ว
เช่น จากทีวี จากภาพยนตร์ จากเหตุการณ์ต่างที่เกิดขึ้นระดับท้องถิ่น / ระดับชาติ / ระดับโลก
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องอบรมจิตใจ และพฤติกรรมของเราเองซะใหม่ โดยใช้เครื่องมือช่วยฝึกจิต
หรือ “งานภายใน” (Inner work) และฝึกกาย หรือ “งานภายนอก” (Outer work) บางอย่างช่วย
งานภายใน (Inner work):
ขั้นแรก เพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนระดับในครั้งนี้
เราต้องมาดูในส่วนของงานภายในกันก่อน
ลินน์ กราบฮอร์น (Lynn Grabhorn) ได้สร้างเครื่องมือสำหรับงานภายในขึ้นมาอย่างหนึ่ง
เพื่อใช้ฝึกฝนอบรมทัศนคติและมุมมองของตัวเราเองใหม่ ที่เธอเรียกว่า “การสวิตช์กลับข้าง” (Flip switching) ซึ่งมันทำให้เราตระหนักรู้ว่า เรากำลังถ่ายทอดพลังงานออกมา และ รับเอาพลังงานเข้าไปอย่างไร เธออธิบายถึงกระบวนการนี้ด้วยภาษาทางดนตรี ซึ่งเธอสมมุติให้มีตัวโน้ตเสียง “โด” อยู่ตรงกลางของบรรทัด
เมื่อเราปลดปล่อยพลังงาน ที่เกิดจากจิตสำนึกฝ่ายสูงออกมา นั่นหมายถึง
เราไม่เพียงแต่จะไปทำให้ ระดับคลื่นความถี่ของตัวเราเองเท่านั้น ที่ถูกยกสูงขึ้น
แต่เราจะไปทำให้คลื่นความถี่ของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเราถูกยกสูงขึ้นไปด้วย
แต่เมื่อเราปลดปล่อยพลังงานที่เกิดจากจิตสำนึกฝ่ายต่ำออกมา นั่นหมายถึง
เรากำลังทำให้ระดับคลื่นความถี่ของตัวเราเองลดต่ำลง
เพราะฉะนั้น เทคนิค “การสวิตช์กลับข้าง” ของลินน์ กราบฮอร์นอันนี้ มันเป็นเครื่องมือที่ใช้กับ
“งานภายใน” อย่างหนึ่ง ที่ใช้สำหรับการมองหา และค้นหาหนทางสู่การรู้สึกที่ดีขึ้น
มันเป็นเครื่องมือสำหรับงานภายใน อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราตระหนักถึงพลังงานที่เรากำลังถ่ายทอดออกมา
เทคนิค “การสวิตช์กลับข้าง” นี้ อาศัยหลักการทางดนตรีของโน้ตเสียง “โด” เสียงกลาง (Middle C)
พลังงานที่เกิดจากจิตสำนึกฝ่ายสูง จะไปยกระดับคลื่นความถี่ของเราให้สูงกว่าเสียง “โด” กลางที่ว่านั้น
ในขณะที่พลังงานที่เกิดจากจิตสำนึกฝ่ายต่ำ จะไปลดระดับคลื่นความถี่ของเราให้ต่ำลง
และนี่คือวิธีการของเทคนิค “การสวิตช์กลับข้าง” (Flip switching)
ให้เราทำความรู้สึก เหมือนกับความรู้สึก ตอนที่เรากำลังโอบอุ้มลูกสุนัข หรือลูกแมวตัวเล็กๆ น่ารักๆอยู่ ด้วยความรัก ความเอ็นดูอย่างที่สุด
งานภายนอก (Outer work):ความเมตตากรุณา (Kindness) คือเครื่องมือของ “งานภายนอก” ที่คุณสามารถนำมาใช้
เพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเองสู่ปี 2012 และการเปลี่ยนระดับที่กำลังจะมาถึง
ฉันเรียกมันว่า “งานภายนอก” เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “การแสดงออกอย่างมีสติ”
เครื่องมือที่ว่านี้ คือการแสดงความเมตตากรุณา ต่อตัวคุณเอง, ต่อผู้อื่น และต่อสิ่งแวดล้อม
และต่อไปนี้คือสิ่งที่จะต้องทำ:สำหรับตัวคุณเอง :
<!--[if !supportLists]-->- เข้านอนแต่หัวค่ำ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ไม่รับโทรศัพท์ในเวลากลางคืน<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ปิดทีวี แล้วหาหนังสือที่จรรโลงใจ หรือก่อให้เกิดแรงบันดาลใจมาอ่านแทน<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ทำสมาธิ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นอนแช่ในอ่างน้ำ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ดูวีดีโอที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ / จรรโลงใจ จากกลุ่มคนที่ทำงานด้านจิตวิญญาณ<!--[endif]-->
สำหรับผู้อื่น:
- รับอาสาเลี้ยงลูกให้เพื่อนบ้านบ้าง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเวลาพักบ้าง
- แอบเขียนจดหมายหรือข้อความแสดงความรักของคุณ แล้วซ่อนไว้ในห่อข้าวกลางวันของลูกๆคุณ
หรือซ่อนไว้ในกระเป๋าสตางค์ของคู่สมรสของคุณ
- ส่งจดหมายถึงครูบาอาจารย์ของคุณ บอกพวกท่านว่าสิ่งที่พวกท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนคุณมา
ได้ทำให้ชีวิตของคุณแตกต่างไปมากแค่ไหน
- บริจาคเงินให้กับผู้คน หรือ มูลนิธิ สักแห่ง ในนามของผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
- ริเริ่มกองทุนเพื่อการกุศลอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่มีคุณค่า
- รวบรวมเสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ใช้แล้วของคุณเองและของเพื่อนร่วมงานของคุณ
ไปบริจาคให้สถานสงเคราะห์เด็กเร่ร่อน
- ขอให้ลูกๆของคุณนำของเล่นของพวกเขา ไปมอบให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสกว่า
- เมื่อมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ ให้อบคุกกี้ แล้วนำไปมอบให้พวกเขาเพื่อเป็นการยินดีต้อนรับพวกเขา
สำหรับสิ่งแวดล้อม:
<!--[if !supportLists]-->- เวลาที่เดินผ่านละแวกบ้านของคุณ ให้เก็บขยะที่ถูกทิ้งอยู่ข้างทาง หรือในรางระบายน้ำไปทิ้งด้วย<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นำรถเข็นสำหรับช็อปปิ้งไปจอดไว้ด้านหลังลานจอดรถ ในที่ๆของมัน ให้เขาด้วย<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ไว้รอบๆที่อยู่อาศัยของคุณ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นำขยะของคุณมาใช้ใหม่<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ฝึกหัดนิสัยการ “ใช้จนหมด, ใส่จนขาด, มัธยัสถ์” (use it up, wear it out, make it do)<!--[endif]-->
และต่อไปนี้คือสิ่งที่ไม่ใช่ความเมตตากรุณา:
<!--[if !supportLists]-->- ทำอะไรซักอย่างเพื่อผู้อื่น โดยหวังผลตอบแทน รวมถึงคำชมเชย และการยอมรับนับถือ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้อื่น ที่พวกเขาต้องมาบอกคุณเองว่าพวกเขาอ่อนแอ,
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือ ไร้ความสามารถ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ช่วยเหลือผู้อื่น จากสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากการกระทำของเขาเอง และเป็นการปิดกั้น
ไม่ให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่เกี่ยวกับผลจากการกระทำของเขาเอง (เช่น การวิ่งเอาการบ้านที่ลูกลืมทิ้งไว้ที่บ้าน
ไปให้ลูกถึงที่โรงเรียน หรือการขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน เวลาที่ลูกตื่นสายไปไม่ทันรถโรงเรียน เป็นต้น)<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ให้คำแนะนำโดยปราศจากการร้องขอ<!--[endif]-->
ความเมตตากรุณา ไม่ได้เป็นแค่หลักการแห่งความนุ่นนวล, หรือเป็นละอองไอแห่งความรู้สึกที่ดี
และอบอุ่นเท่านั้น แต่สิ่งที่มันจะให้กับคุณคือผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง
เพราะมันจะไปสร้างคลื่นพลังงานอันทรงพลัง ที่จะไปเปลี่ยนรูปแบบในระดับลึกของ DNA
ทั้งของผู้ให้และผู้รับได้จริงๆเลยทีเดียว มันทำงานได้เหมือนปาติหาริย์ และได้ผ่านการตรวจพิสูจน์แล้ว
ทางวิทยาศาสตร์ ในเชิงชีววิทยา, สรีรศาสตร์, ภูมิคุ้มกันจิตประสาทวิทยา
(Psychoneuroimmunology – ไม่รู้แปลถูกหรือเปล่านะครับ –Chayutt) และทางฟิสิกส์
เมื่อใดที่เราเปิดใจของเรา และหยั่งลงสู่หัวใจของผู้อื่น ด้วยความเมตตากรุณา
สมองของเรา จะหลั่งสารเอนโดร์ฟิน (endorphins) ออกมา ซึ่งสารเอนโดร์ฟินที่ว่านี้
มันเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายๆมอร์ฟีน ที่มันจะทำให้เรารู้สึกมีความสุข
การแสดงออกซึ่งความเมตตากรุณา จากผลการศึกษาของนักวิจัยชื่อ พอล เพอร์แซลล์ (Paul Persall)
ระบุว่า มันจะไปทำให้สมองของเรา ปลดปล่อย “สสารพี” (Substance P)
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทอย่างหนึ่ง ที่สามารถปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดไว้ได้
กระบวนการทางสรีรวิทยาทั้ง 2 อย่างนี้ มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อร่างกาย / จิตใจ / จิตวิญญาณของเรา
และต่อประสบการณ์ชีวิตที่เราจะพบเจออีกด้วย
เป้าหมายของการทำเช่นนี้ ก็คือ ทำทุกวันๆ จนมันพบเส้นทางเดินของมันเอง
(หรือทำจนคล่อง หรือทำจนเป็นวสี – Chayutt) จนคุณสามารถส่งคลื่นความสั่นสะเทือน
จากจิตสำนึกฝ่ายสูงออกไปได้ ไม่ว่าในขณะนั้น คุณจะกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ก็ตาม
ด้วยความรัก ความเอ็นดูอย่างที่สุด จากนั้น ก็ให้นึกส่งความรู้สึกนี้ ไปสู่สิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา
ไม่ว่าจะเป็น ดินสอบนโต๊ะทำงานของคุณ, ลูกบิดประตู, สัญญาณไฟแดงตรงทางแยก, รถยนต์ทีน้ำเงินคันนั้น, ต้นไม้ใบหญ้า, คนขับรถคันที่อยู่ข้างๆคุณ, แปรงสีฟันของคุณ. เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ, ฝูงนก, หรือแม้แต่ผ้าเช็ดตัวของคุณ
งานภายนอก (Outer work):
สำหรับตัวคุณเอง :
<!--[if !supportLists]-->- เข้านอนแต่หัวค่ำ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ไม่รับโทรศัพท์ในเวลากลางคืน<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ปิดทีวี แล้วหาหนังสือที่จรรโลงใจ หรือก่อให้เกิดแรงบันดาลใจมาอ่านแทน<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ทำสมาธิ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นอนแช่ในอ่างน้ำ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ดูวีดีโอที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ / จรรโลงใจ จากกลุ่มคนที่ทำงานด้านจิตวิญญาณ<!--[endif]-->
สำหรับผู้อื่น:
- รับอาสาเลี้ยงลูกให้เพื่อนบ้านบ้าง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเวลาพักบ้าง
- แอบเขียนจดหมายหรือข้อความแสดงความรักของคุณ แล้วซ่อนไว้ในห่อข้าวกลางวันของลูกๆคุณ
หรือซ่อนไว้ในกระเป๋าสตางค์ของคู่สมรสของคุณ
- ส่งจดหมายถึงครูบาอาจารย์ของคุณ บอกพวกท่านว่าสิ่งที่พวกท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนคุณมา
ได้ทำให้ชีวิตของคุณแตกต่างไปมากแค่ไหน
- บริจาคเงินให้กับผู้คน หรือ มูลนิธิ สักแห่ง ในนามของผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
- ริเริ่มกองทุนเพื่อการกุศลอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่มีคุณค่า
- รวบรวมเสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ใช้แล้วของคุณเองและของเพื่อนร่วมงานของคุณ
ไปบริจาคให้สถานสงเคราะห์เด็กเร่ร่อน
- ขอให้ลูกๆของคุณนำของเล่นของพวกเขา ไปมอบให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสกว่า
- เมื่อมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ ให้อบคุกกี้ แล้วนำไปมอบให้พวกเขาเพื่อเป็นการยินดีต้อนรับพวกเขา
สำหรับสิ่งแวดล้อม:
<!--[if !supportLists]-->- เวลาที่เดินผ่านละแวกบ้านของคุณ ให้เก็บขยะที่ถูกทิ้งอยู่ข้างทาง หรือในรางระบายน้ำไปทิ้งด้วย<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นำรถเข็นสำหรับช็อปปิ้งไปจอดไว้ด้านหลังลานจอดรถ ในที่ๆของมัน ให้เขาด้วย<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ไว้รอบๆที่อยู่อาศัยของคุณ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- นำขยะของคุณมาใช้ใหม่<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ฝึกหัดนิสัยการ “ใช้จนหมด, ใส่จนขาด, มัธยัสถ์” (use it up, wear it out, make it do)<!--[endif]-->
และต่อไปนี้คือสิ่งที่ไม่ใช่ความเมตตากรุณา:
<!--[if !supportLists]-->- ทำอะไรซักอย่างเพื่อผู้อื่น โดยหวังผลตอบแทน รวมถึงคำชมเชย และการยอมรับนับถือ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้อื่น ที่พวกเขาต้องมาบอกคุณเองว่าพวกเขาอ่อนแอ,
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือ ไร้ความสามารถ<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ช่วยเหลือผู้อื่น จากสิ่งที่เป็นผลลัพธ์จากการกระทำของเขาเอง และเป็นการปิดกั้น
ไม่ให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่เกี่ยวกับผลจากการกระทำของเขาเอง (เช่น การวิ่งเอาการบ้านที่ลูกลืมทิ้งไว้ที่บ้าน
ไปให้ลูกถึงที่โรงเรียน หรือการขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน เวลาที่ลูกตื่นสายไปไม่ทันรถโรงเรียน เป็นต้น)<!--[endif]-->
<!--[if !supportLists]-->- ให้คำแนะนำโดยปราศจากการร้องขอ<!--[endif]-->
ความเมตตากรุณา ไม่ได้เป็นแค่หลักการแห่งความนุ่นนวล, หรือเป็นละอองไอแห่งความรู้สึกที่ดี
และอบอุ่นเท่านั้น แต่สิ่งที่มันจะให้กับคุณคือผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง
เพราะมันจะไปสร้างคลื่นพลังงานอันทรงพลัง ที่จะไปเปลี่ยนรูปแบบในระดับลึกของ DNA
ทั้งของผู้ให้และผู้รับได้จริงๆเลยทีเดียว มันทำงานได้เหมือนปาติหาริย์ และได้ผ่านการตรวจพิสูจน์แล้ว
ทางวิทยาศาสตร์ ในเชิงชีววิทยา, สรีรศาสตร์, ภูมิคุ้มกันจิตประสาทวิทยา
(Psychoneuroimmunology – ไม่รู้แปลถูกหรือเปล่านะครับ –Chayutt) และทางฟิสิกส์
เมื่อใดที่เราเปิดใจของเรา และหยั่งลงสู่หัวใจของผู้อื่น ด้วยความเมตตากรุณา
สมองของเรา จะหลั่งสารเอนโดร์ฟิน (endorphins) ออกมา ซึ่งสารเอนโดร์ฟินที่ว่านี้
มันเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายๆมอร์ฟีน ที่มันจะทำให้เรารู้สึกมีความสุข
การแสดงออกซึ่งความเมตตากรุณา จากผลการศึกษาของนักวิจัยชื่อ พอล เพอร์แซลล์ (Paul Persall)
ระบุว่า มันจะไปทำให้สมองของเรา ปลดปล่อย “สสารพี” (Substance P)
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทอย่างหนึ่ง ที่สามารถปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดไว้ได้
กระบวนการทางสรีรวิทยาทั้ง 2 อย่างนี้ มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อร่างกาย / จิตใจ / จิตวิญญาณของเรา
และต่อประสบการณ์ชีวิตที่เราจะพบเจออีกด้วย ความเมตตากรุณา (Kindness) คือเครื่องมือของ “งานภายนอก” ที่คุณสามารถนำมาใช้
เพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเองสู่ปี 2012 และการเปลี่ยนระดับที่กำลังจะมาถึง
ฉันเรียกมันว่า “งานภายนอก” เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “การแสดงออกอย่างมีสติ” เครื่องมือที่ว่านี้ คือการแสดงความเมตตากรุณา ต่อตัวคุณเอง, ต่อผู้อื่น และต่อสิ่งแวดล้อม
และต่อไปนี้คือสิ่งที่จะต้องทำ:

