วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

ระบบ ... ไม่มีอะไรให้ใคร นอกจาก....ให้ปัญญา

 
ระบบ ... ไม่มีอะไรให้ใคร 
 
นอกจาก....ให้ปัญญา 
 
ปัญญา...เห็นธรรม หรือเห็นธรรมชาติ...ตามความเป็นจริง..
 
คนเรา อาจมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน มีทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่เท่าเทียมกัน มีความรู้ความสามารถ มากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกัน มีทั้งสุข มีทั้งทุกข์ สลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละวัน ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละบุคคล
 
เพราะความไม่เท่าเทียมนี้ จึงมีความเห็นผิด คิดว่าเราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา หรือเราเสมอกับเขา 
 
ซึ่งเป็นความเห็นผิดที่ได้นำไปเปรียบเทียบ จึงเกิดมีมานะ มีอัตตาตัวตนขึ้นมา
 
โดยความเป็นจริงแล้ว ทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปตามความหวัง ความต้องการของใคร แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สะสมมา
 
เมื่อไม่เข้าใจความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ก็ย่อมเห็นผิดคิดเปรียบเทียบนั่นเอง
 
ทุกสรรพสิ่ง มีเหตุและผล มีกรรม วิบากกรรม เป็นตัวกำหนด
 
ไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ ไม่มีใครอยากเกิดมาอดอยากยากแค้น ไม่มีใครอยากเกิดมาอาภัพเป็นเด็กกำพร้า ถูกด่าว่าทุบตี หรือมีแต่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
 
ถ้าเลือกได้ ทุกคนก็อยากจะเกิดมาสุขสบาย ร่างกายแข็งแรง มีเงินมีทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ มีคนยกย่องสรรเสริญกันทั้งนั้น
 
แต่ทำไมเราจึงเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน นั่นก็เป็นเพราะเหตุปัจจัยที่สะสมไว้ ส่งผลมาให้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น
 
แต่สิ่งหนึ่งที่เท่ากัน แม้จะไม่ต้องการให้เป็น
 
นั่นคือ..... เวลา 
 
ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ในแต่ละวัน แต่ละนาที แต่ละวินาที
 
ไม่ว่าใคร จะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร 
 
เวลาจะผ่านไปแต่ละวินาทีเท่ากัน
 
วินาทีนั้นจะสนุกสนาน วินาทีนั้นจะโศกเศร้าเสียใจ วินาทีนั้นจะความสงบภายใน
 
เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
 
คนที่กำลังสนุกสนาน คนที่กำลังมีความสุข ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
 
คนที่กำลังรอคอย ด้วยความหวัง หรือกำลังเผชิญทุกข์ท้อทรมา ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน 
 
เวลาเท่ากัน แต่อุปาทานแตกต่าง
 
คนที่มีความสุข อยากให้เวลาเดินช้า ๆ ไม่อยากให้ถึงเวลาต้องจากสิ่งที่พอใจ
 
คนที่มีความทุกข์ คนที่รอคอยอะไร อะไร ก็อยากให้เวลาเดินไวไว จะได้ถึงเวลาที่จะได้พบกับสิ่งที่ตนต้องการเสียที
 
 
เวลาเท่ากันใน 1 วัน 1 ชั่วโมง 1 นาที 1 วินาที
 
ไม่มีลำเอียง
 
ถ้าเวลามีความคิด ความรู้สึกได้ คงจะระอาใจกับมนุษย์ทั้งหลายที่ก่นด่า
 
ไวก็ว่า ช้าก็บ่น
 
ความไว ความช้า อยู่ที่เวลาจริงหรือ?
 
ความไว ความช้า มันอยู่ที่ว่า ใครต้องการอะไรต่างหาก
 
ถ้าทำงานแล้วเบื่อหน่าย ก็อยากให้เวลาเดินไวไว จะได้กลับเสียที
 
คราวนี้ก็รอเวลา เวลาเดินช้าเหลือเกิน
 
กำลังเที่ยวอย่างสนุกสนาน ก็บ่นว่า เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน ต้องกลับเสียแล้ว
 
พอจะเช้าก็บ่นว่า เวลาเดินไว ต้องไปทำงานอีกแล้ว
 
แต่ละวินาที เวลาผ่านไปเท่ากัน มันไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันเลย
 
ธรรมชาติ เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่ละขณะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร ๆ
 
เมื่อมีไอน้ำในอากาศมาก ก็ต้องมีฝนตกเป็นธรรมดา 
 
ฝนตก ชาวไร่ชาวนาก็ดีใจ คนค้าขาย ก็พร่ำบ่นเพราะขายของไม่ได้
 
ฝนไม่ตก คนค้าขายก็ดีใจ ชาวนาชาวไร่ ก็พร่ำบ่นว่าพืชผลเสียหาย ฝนไม่ตกมาเลย
 
ยิ่งเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ ฝนตกทีไร ความทุกข์ก็มากมายท่วมเมือง
 
นั่นเพราะ ฝนตกทีไรไปทำงานลำบาก รถติดมากมาย ขายของไม่ได้ น้ำท่วมถนน 
 
หรือแดดร้อนทั้งวัน คนทำงานในออฟฟิตก็ยินดี คนทำงานกลางแจ้งก็ไม่พอใจ เพราะต้องทำงานไปท่ามกลางความร้อนระอุของแสงแดดที่แผดเผาน่ะเอง
 
แต่คนที่ต้องการแสงแดด ก็พอใจ สบายใจ ที่แดดออกทั้งวัน ซักผ้าแล้วแห้งได้ไวดังที่ใจต้องการ 
 
ทุกอย่าง....เกิดตามเหตุปัจจัยที่มาผสมผสานกันอย่างพอเหมาะ พอสมของธรรมชาติ แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น อย่างนั้นขึ้น 
 
ดังนั้น การใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ย่อมหลีกเลี่ยงในการที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ไม่ได้เลย
สภาวะอารมณ์ต้องแปรเปลี่ยน ขึ้นลงกับสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา
 
เรียกว่า ความทุกข์มันเรียกหาทุกเวลานาทีนั่นเอง
 
เพราะความเข้าใจผิด ไม่เข้าใจในความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ใน
 
กามตัณหา(อยากได้) อยากได้สิ่งนั้น สิ่งนี้
 
ภวตัณหา(อยากมี อยากเป็น) อยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ 
 
และ วิภวตัณหา(ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย
 
 
ที่ในสภาวะขณะนั้น มันต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น ของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว 
 
แต่ไม่เห็นตามสภาวะที่มันเป็น ไม่พอใจ อยากเปลี่ยนให้มันเป็นไปดังที่ต้องการ
 
นั่นคือ....อยากไปเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างที่เราต้องการ 
 
แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ มันจึงไม่เป็นไปดังที่ใคร ๆ ต้องการ
 
 
สิ่งที่เราอยากได้ ก็กลับไม่ได้
 
สิ่งที่เราอยากให้มี ก็กลับไม่มี 
 
สิ่งที่เราอยากให้เป็น ก็กลับไม่เป็น 
 
สิ่งที่เราไม่อยากให้เป็น ก็กลับเป็น
 
เมื่อมันไม่เป็นไปดังต้องการ....เราก็เลยเป็นทุกข์ 
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เล็ก ๆ หรือทุกข์ใหญ่ ๆ ก็ไม่มีใครต้องการทั้งนั้น
 
 
แม้กระทั่งพายุไซโคลน แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ที่คร่าชีวิตคนมากมายอยู่ในนานาประเทศในขณะนี้ บ้านเรือนเสียหาย ผู้คนล้มตาย แม้จะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่เพราะไม่ได้มีใครไปบังคับบัญชากับธรรมชาติได้ มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่ผสมผสานกันในขณะนั้น ๆ
 
แม้ไม่ได้มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ความต้องการทั้งหลาย ก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนเหตุปัจจัยของธรรมชาติได้เลย 
 
ลมที่ก่อตัวเป็นพายุใหญ่พัดถล่มสหรัฐอเมริกาอย่างมากมายนั้น มันก่อตัวขึ้นมากมายนับเป็น ร้อย ๆ ลูก มีใครไปห้ามได้ไหม ? มีใครอยากให้เกิดไหม ?
 
ไม่มีใครอยากให้เป็น แต่มันก็ต้องเป็น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยนั้น ๆ 
 
แล้วประเทศที่ยิ่งใหญ่มากมายในทางโลกอย่างสหรัฐ ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ยังสู้กับธรรมชาติไม่ได้อยู่ดี หรือต่อให้ประเทศใด ๆ ก็ตาม ก็ไปห้ามปรามธรรมชาติไม่ได้ ยกเว้นเตือนกันไป หลบลี้หนีภัย ได้เท่าไรเท่านั้น
 
เพราะฉะนั้น ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด และธรรมชาติก็ไม่เคยทำตามความหวัง ความต้องการของใคร ๆ เขาเป็นของเขาอย่างนั้น
 
ในขณะหนึ่งของธรรมชาติ ใน 1 นาทีนี้ .... ที่ธรรมชาติต้องเป็นอย่างนั้น
 
ก็สามารถทำให้คนส่วนหนึ่งสุข คนส่วนหนึ่งทุกข์ คนส่วนหนึ่งไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ได้
 
เพราะความหลากหลายของความต้องการ แล้วได้ดังใจ หรือไม่ได้ดังที่ใจต้องการ จึงสุข จึงทุกข์กันไป
 
ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติในขณะนั้นได้ก็ตาม
 
ดังนั้น ในช่วงเวลานั้น ๆ เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน คนที่พอใจฝน ในนาทีนั้น เวลาก็ผ่านไปด้วยความสุขใจ คนที่ไม่พอใจ ร้อนรนในใจ เวลาก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน คนที่ไม่สุขไม่ทุกข์กับฝนนั้น ก็เพราะรู้ และเข้าใจในความเป็นไปของธรรมชาติแล้วสงบได้ 
 
ก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน 
 
เวลาที่ผ่านไปเท่ากัน แต่ความเห็น ความต้องการ และ อุปาทานแตกต่างกันไป
 
ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่แต่ละคนมี
 
ดังนั้น การที่เรามีจิตขึ้นลงตลอดเวลา สุขทุกข์ตลอดเวลา พอใจไม่พอใจตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามากระทบในชีวิตประจำวัน แล้วเรายึดมันในทุก ๆ เรื่อง แล้วเราก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างที่เราต้องการ
 
สิ่งที่เราอยากให้เป็น แล้วมันไม่เป็นดังหวัง เราอยากให้ได้ แล้วมันไม่ได้ดังหวัง หรือเราไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย แล้วมันกลับเป็นอย่างที่ไม่ต้องการ เราก็จะทุกข์ เพราะอยากบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วมันไม่ได้ดังต้องการ
 
เวลา 1 นาที ที่อีกคนมีความสุข อีกคนมีความทุกข์ อีกคนมีความสงบท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย
 
เท่ากันใน 1 นาที แต่ว่าสิ่งที่มี ที่เป็นแต่ละท่านมีในภาวะจิตขณะนั้น ไม่เท่าเทียมกัน
 
เวลา .... สมมุติเวลานี้.....ที่ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างใคร อยากให้เวลาเดินช้า ๆ อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ หรือไม่เคยสนใจว่าเวลาจะผ่านไปช้าเร็วเท่าไร เพราะเห็นความเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น ในปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลานั้น เวลาที่ผ่านไปก็เท่ากันใน 1 นาที 
 
นี่คือความยุติธรรม ของธรรมชาติ นี่คือความเท่าเทียมกัน ที่ธรรมชาติมีให้กับทุกสรรพสิ่ง 
 
 
ใครที่น้อยใจว่า เราเกิดมาไม่เท่าเทียมกับคนอื่นนั้น ทำไมคนนั้นมีทรัพย์สมบัติ มีเงินมีทองมากมาย ทำไมคนนั้นมีอำนาจวาสนาใหญ่โต ทำไมคนนั้นมีธุรกิจมากมาย ทำไมคนนั้นมีชื่อเสียง 
 
และมองอีกด้าน ทำไมคนนั้นลำบากยากจน ทำไมคนนั้นต้องหาเลี้ยงตนอย่างค่นแค้น ทำไมคนนั้นพิกลพิการ กำพร้าน่าเวทนายิ่งนัก
 
แล้วทำไมคนนั้นความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ทำงานไปวัน ๆ มีเงินไม่มากมาย แต่ทำไมดูเหมือนเขาก็มีความสุขได้แค่ในสิ่งที่เขามี 
 
สุข ทุกข์ วัดกันที่อะไร? 
 
แล้ว....อะไร....คือสิ่งที่สำคัญ...
 
1 นาทีที่คุณมีนั่นแหละ สำคัญที่สุดแล้ว
 
1 นาที ที่คุณมีโอกาสเลือกได้ ว่าจะทุกข์ จะสุข 
หรือจะปล่อยวางขันธ์ห้าที่มีอวิชชาเป็นตัวนำ และเป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย
 
คุณเลือกได้ ที่จะเป็น
 
 
1 นาทีของคนมีเงินพันล้านแล้วนอนรอความตาย สมบัติทั้งหลายจะมีความหมายอะไร แค่เอามาแลกกับเวลาที่ยังเหลือน้อยนิด ให้ยาวออกไปได้สักวัน สักเดือน สักปี เท่านี้ก็พอใจแล้ว
 
ทรัพย์สินทั้งหลายย่อมไม่มีค่า แค่มีเวลาเพิ่มอีกสักนิดให้กับชีวิตเท่านั้น
 
แล้วเราล่ะ ทิ้งขว้างเวลากันทุกนาที ด้วยความคิดที่ว่า...ยังมีเวลาเหลือเฟือ
 
ความประมาทนี้ มีอยู่ในเรา เรา ท่าน ท่าน ทุกคน
แต่ความประมาทนี้ ไม่มีอยู่ในผู้รู้ ผู้ฝึกตนดีแล้ว
 
1 นาทีของท่านจะสำคัญที่สุด...ถ้า 
 
1 นาทีนั้น ได้พบพระธรรม มีโอกาสได้เห็นสัจธรรม นั่นสำคัญที่สุด สำคัญมากกว่าชีวิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดด้วยความไม่รู้มากมายนัก 
 
เหมือนคำกล่าวทางธรรมที่ว่า คนเกิดมาร้อยปี แล้วไม่พบธรรมะ ถือว่าเกิดมาชาตินั้นก็เป็นโมฆะบุรุษ คือไม่เห็นสัจธรรม ยังคงเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างไม่มีทิศทาง 
 
สู้คนที่เกิดมาวันเดียวแล้วพบธรรมะ พบสัจธรรมยังไม่ได้เลย
 
นั่นคือ ต่อให้มีเวลายาวนานแค่ไหน ถ้าไม่เห็นทางไปที่ถูกตรง ก็ถือว่าเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ในการมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้
 
แต่วันเดียวนี้ ถ้าได้มีโอกาสรู้ ได้มีโอกาสเห็นความเป็นจริงของสัจธรรมแล้ว เห็นกฏไตรลักษณ์แล้ว เขาก็จะมีแนวทางของการปฏิบัติ แต่ละนาทีที่ผ่านไปเขาได้เห็นสัจธรรม ละการยึดมั่นถือมั่นทีละน้อย ทีละน้อย แม้เวลาที่มีแค่วันเดียวนี้ เมื่อเข้าใจ ภพชาติใหม่ที่ต้องเกิดมา ก็จะละอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ต่อเนื่องไปจากชาติที่ผ่านมา เรียกว่าการบันทึกมุ่งไปในแนวทางใด ธาตุรู้ก็จะบันทึกไว้แล้วส่งต่อไปในแนวทางนั้น ก็จะ ลด ละ เลิก ปล่อยวาง เห็นความว่างจากความเป็นตัวตนของตน ก็จะเพียรปฏิบัติตามฐานความเห็นถูกตรงต่อไปเรื่อย ๆ เรียกว่าเกิดมาเพื่อปฏิบัติต่อเนื่องต่อไปจนกว่าจะเกิดปัญญาเห็นธรรม หรือเห็นธรรมชาติตามจริงจนได้ หลุดพ้นจากความเห็นผิดยึดติดในตัวตนได้ ในชาติใดชาติหนึ่งนั่นเอง
 
เวลาของอดีตที่ผ่านมา ก็ผ่านไปแล้ว จะกลับย้อนไปเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ได้
 
เวลาที่คาดหวังในอนาคต ยังไม่มาถึง จะไปคาดหวัง จะไปคิดล่วงหน้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะยังไปไม่ถึง
 
เวลาที่ท่านมี....แม้เพียงเสี้ยววินาทีใน...."ปัจจุบัน".... นั่นแหละ สำคัญที่สุด
 
กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)