ประเทศนี้ตั้งอยู่ใกล้เกาะกรีนแลนด์แถบขั้วโลกเหนือ ภูเขาไฟใต้แผ่นน้ำแข็งหนาปประมาณ 500 เมตรการระเบิด และพ่นเถ้าถ่านสูง 20,000 ถึง 30,000 ฟุต จนสายการบินจำนวน 2 ใน 3 ในแถบยุโรปทางตอนเหนือต้องหยุดบินไปเกือบ 7 หมื่นเที่ยวตลอดสัปดาห์ นับเป็นความสูญเสียรายได้ และเป็นอุปสรรคแก่นักเดินทาง ที่ต้องติดอยู่ที่สนามบินต่างๆเป็นเวลานาน ต่อมามีรายงานว่าการระเบิดคราวนี้ ภูเขาไฟได้สร้างรอยแตกร้าวบนแผ่นดินใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอีก 300 กิโลเมตร |
![]() |
นับแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นมา ภูเขาไฟทั่วโลกเกิดการระเบิดถี่ขึ้น แต่เรายังไม่ได้ข่าวภูเขาไฟใต้ทะเลลึกเกิดการระเบิด ปรากฏแต่สัตว์ทะเล เช่นปลาโลมาเป็นรอยๆตัวว่ายมาเกยตื้นตายที่นิวซีแลนด์ และปลาโลมาเพชฆาตประมาณ 20 ตัวขึ้นมาเกยหาดทรายที่เกาะภูเก็ต และมีข่าวเล็กๆที่ปลาทะเลตายจำนวนมาก ที่ตรัง และแถบดงประการังในทะเลอันดามันใกล้ฝั่งไทย ที่เป็นสวรรค์ของนักดำน้ำดูประการัง กำลังซีดขาว หรือค่อยๆตายไปนั่นเอง สัตว์ประการังมีความไวต่ออุณหภูมิของน้ำทะเล หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศามันก็เริ่มตายแล้ว สิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยนไปเร็วมากจึงแสดงผลต่างๆออกมาให้ปรากฏเป็นข่าว หากจะลองดูในลึกลงไปในแต่ละเรื่องที่ปรากฏเช่น
เถ้าถ่านของภูเขาไฟที่มีแร่ซิลิก้าสูง ลอยขึ้นไปในชั้นความสูง 20,000 -30,000 ฟุต ![]() อนุภาคจิ๋วๆ จากปล่องภูเขาไฟนั้นจะส่งผลกระทบต่อเครื่องบินลำใหญ่ได้จริงหรือ แกรนท์ มาร์ติน (Grant Martin) บลอกเกอร์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการบินและการขนส่งและเป็นวิศวกรวัสดุด้วยนั้น ได้ไขข้อข้องใจดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ Gadling.com ที่เขาเป็นบรรณาธิการว่า เถ้าภูเขาไฟปริมาณมหาศาลนั้น ส่งผลอย่างชัดเจนต่อสมรรถนะการบินของเครื่องบิน หากอนุภาคขนาดเล็กจากภูเขาไฟนี้หลุดเข้าสู่รูระบายความร้อนแล้ว จะเป็นเหตุให้ความดันและอุณหภูมิของเครื่องยนต์สูงขึ้น และกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อเครื่องยนต์ภายในได้ ดังนั้น สายการบินต่างๆ จึงพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์เริ่มต้นอันจะนำไปสู่กลไกการทำงานของเครื่อง ยนต์ที่ผิดพลาด ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเครื่องยนต์ในทันที และจะคุกคามความปลอดภัยของเครื่องบินด้วย ขณะที่เถ้าภูเขาไฟปริมาณน้อยๆ จะส่งผลเสียระยะยาวต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ มาร์ตินยกตัวอย่างเครื่องยนต์เผาไหม้ ซึ่งถูกใช้ที่อุณหภูมิสูงมากพอที่จะละลายโลหะส่วนใหญ่ ดังนั้นวัสดุที่จะนำมาประกอบเครื่องยนต์นี้จึงได้รับการออกแบบให้ทนทานต่อ ความร้อนได้เป็นพิเศษ และใบพัดเครื่องยนต์ซึ่งมักได้รับความร้อนเกินกว่า 1,400 องศาเซลเซียสนั้นจะถูกเคลือบด้วยสารพิเศษที่เรียกว่า TBC (thermal barrier coating) เพื่อป้องกันความร้อนที่สูงเกิน กล่าวโดยย่อคือ TBC ป้องกันไม่ให้ใบพัดละลายนั่นเอง TBC ปกป้องใบพัดไม่ให้ละลายได้เพราะโครงสร้างเล็กๆ ของสารเคลือบที่มีรูพรุนและมีความหนาแน่นน้อย เพื่อป้องกันการถ่ายเทความร้อนมากเกินไป แต่ด้วยลักษณะดังกล่าวทำให้สารเคลือบมีแนวโน้มที่จะถูกอนุภาคแปลกปลอม อย่างอนุภาคแคลเซียมแมกนีเชียมอะลูมิโนซิลิเกต (CMAS) ซึ่งมีคล้ายกับเม็ดทราย หรือเถ้าภูเขาไฟแทรกซึมสารเคลือบกันความร้อนนี้ได้ เมื่อเวลาล่วงไปอนุภาคเหล่านั้นจะฝังตัวอยู่ในรูพรุนของสารเคลือบ TBC และคงอยู่โดยที่เครื่องยนต์ได้รับความร้อนสลับกับความเย็นซ้ำไปซ้ำมา ทุกครั้งที่เครื่องยนต์ร้อนและเย็นสลับไปมาเป็นวัฏจักรนี้ จะสร้างความเครียด (strain) ระหว่างวัสดุทั้งสอง คล้ายกับการแช่แข็งขวดที่ปิดผนึกแน่นซึ่งมีโอกาสระเบิดได้ และหากสารเคลือบเสียหาย ความร้อนจะไหลเข้าสู่ใบพัดได้อย่างอิสระ ซึ่งจะทำให้วัสดุละลายและเป็นสาเหตุหายนะได้ ด้วยปริมาณเถ้าภูเขาไฟมหาศาลทำให้เกิดความเสียหายได้เร็วขึ้น แต่สารเคลือบ TBC ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเสียหายระยะยาวเท่านั้น อีกทั้งเรายังไม่ทราบว่าเถ้าภูเขาไฟจะส่งผลระยะยาวอะไรบ้าง มีเพียงการทดสอบผลกระทบทั้งหมดที่ต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่เครื่องบินไม่ควรบินผ่านเถ้าภูเขาไฟคือ อากาศที่ใช้ในห้องโดยสาร ระบบแอร์ ระบบนิวเมติก หรือแม้แต่ระบบ de-ice , anti-ice เค้าจะใช้ bleed air จาก intermediate state compressor ในเครื่องยนต์เจ็ท ซึ่งถ้าบินผ่านแถวนั้นอากาศที่ดูดจากภายนอกก็จะมีสารพิษเข้ามา ถ้าในห้องโดยสารเต็มไปด้วยก๊าซพิษจากเถ้าภูเขาไฟก็จะทำให้คนในเครื่องบินตาย ได้ทั้งลำ 4. พลังความร้อนและกาซพิษที่ภูเขาไฟใต้ทะเล นับพันๆลูกที่อาจมีการระเบิด สร้างความแปรปรวน ของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็น ทำให้เกิดพายุใหญ่ตามมา เช่นเดียวกับแคทรียาในภาคใต้ของสหรัฐฯ หากการระเบิดรุนแรงก็จะเกิดคลื่นสึนามิตามมา 5. ผลเสียหายจากปรากฏการณ์ในข้อต่างๆข้างต้น จะร่วมกันทำงานเป็นลูกโซ่ มีต้นพลังมาจากเส้นแรงแม่เหล็กที่ทะลุทะลวงลงไปเติมพลัง ปกติเส้นแรงแม่เหล็กที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และจักรวาลจะไหลลงขั้วใต้ ออกสู่อวกาศ โอบรอบเปลือกโลก ทำหน้าที่เป็นเกราะแม่เหล็กคุ้มกันรังสีต่างๆที่เป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลก ไม่ใช่มาอัดแน่นอยู่บนเปลือกโลก เช่นปัจจุบัน สร้างผลเสียมากมายให้แก่คนและสัตว์และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆขาดความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และเจาะทะลุเข้าไปทำลายเซลล์ทั่วร่างกาย ถ้าผู้นั้นไม่ทราบต้นสายปลายเหตุของภาวะปัจจุบัน และเตรียมป้องกันตัวเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งที่ตัวเองและที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำงาน และในรถราทุกๆแห่ง เป็นมหันตภัยที่มาเงียบๆ 8 ปีกว่าแล้ว และจะปรากฏผลเสียให้ประชากรโลกต้องล้มตาย ในอีก 2 ปีข้างหน้าอย่างมากมาย 6. ความผิดปกติทางสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติ ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ได้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ผ่านมาทั้งสิ้น มีการแสวงหาและบริโภคทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย เปลี่ยนเป็นมลภาวะทิ้งสู่อากาศทั่วโลก และหนาแน่นที่ขั้วโลกเหนือจนเกิดอุดตัน พลังเส้นแรงแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์และจักรวาลเข้าสู่ขั้วโลกตามปกติไม่ได้ ก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนอีกนานับประการตามมา ที่หมู่มนุษย์ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่นที่ขั้วโลกเหนือมีกาซมีเทนผุดขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลจำนวนมาก ด้วยพลังความร้อนที่เพิ่มขึ้นไปเป็นแรงขับดันมีผลร้ายยิ่งกว่ากาซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20-40 เท่าตัวเพิ่มดีกรีให้โลกร้อนมาก และเร็วยิ่งขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกจึงละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า โปรเฟสเซอร์ชาวสก๊ตแลนด์ เพิ่งเปิดเผยผลงานวิจันพบว่าหากน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 7 เมตร ใกล้เคียงกับที่ ดร.เอ็ดการ์ เคซี่ย์ นักจิตศาสตร์ผู้มีชื่อของอเมริกันมองเห็นระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูงถึง 9 เมตร ส่วนพระผู้ทรงญาณของไทยท่านมองเห็นระดับน้ำสูงท่วมเสาไฟฟ้า นับว่าเป็นระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นใกล้เคียงกัน ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมโลกที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ แต่รุนแรงกว้างไกลไปทั้งโลก จะค่อยๆทำลายเศรษฐกิจโลกลงในที่สุด และมีกำหนดเวลาโดยประมาณหลังจาก 14 ก.พ. 2013 เป็นต้นไปที่ชาวโลกจะพบเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่เคยได้พบเห็นหลังจากโลกถูกแรงดึงดูดของดาว นิบิรุ ระหว่างที่โลกโคจรเข้าไปอยู่ในระหว่างระยะทางจากดวงอาทิตย์และดาว นิบิรุ ทำให้แกนของโลกหมุนเคลื่อนที่ไป 90 องศา ซึ่งจะเกิดหายนะภัยต่างๆตามมาทั่วโลกอย่างรุนแรง ผู้สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ...http://ainews1.com/article286.html ลองแวะมาทำความรู้จักกับสภาพภูมิศาสตร์หน่อยก็ดี ที่ว่าประเทศนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่โตมากที่มีฐานอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ที่ลิงค์นี้ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&rlz=1T4GFRE_thTH333&q=Iceland&um=1&ie=UTF-8&sa=N&tab=wl ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่ ไอซ์แลนด์นี้ เป็นเพียงตัวอย่างขั้นแรก เป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์โลกตระหนักว่า มีผลเกิดขึ้นแล้วจากเหตุปัจจัยที่โลกได้สะสมมาจากการกระทำของมวลมนุษย์อย่างยาวนาน และเริ่มวิกฤต เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ทั่วๆไปรู้สึกและพบว่าโลกร้อนขึ้น แต่ภายใต้ความร้อนนั้นยังซ่อนไว้ด้วยผลเสียต่อชีวิตของมนุษย์และสัตว์ และพืชพันธุ์ต่างๆอย่างซับซ้อนมากมาย ผู้ที่สนใจเรื่องใหม่ๆเหล่านี้ศึกษารายละเอียดได้ที่..http://sites.google.com/site/ingdhamma/knowledge ลองเปรียบเทียบกับภูเขาไฟ เซนต์เฮเลน ที่ระเบิดรุนแรง เมื่อ 1980 |

